เรื่อง การจากไปคือเครื่องหมายของการเติบโต โดย silverho
“ปักเมนคนไหนคนนั้นก็ตายหมด” เป็นประโยคยอดฮิตที่ตัวผู้เขียนมักได้ยินจากเพื่อนสนิท เวลาที่เรานั่งดูอนิเมะหรือดูซีรี่ย์ด้วยกันอยู่เสมอ ตอนนั้นฉันก็ทำได้แค่ขำกับความดวงซวยของตัวเอง ที่ไม่ว่าจะชอบตัวละครตัวไหน ตัวละครนั้นไม่ช้าก็เร็วมักจะมีอันเป็นไปทุกที ไม่เคยคิดจริงจังกับเรื่องนี้มาก่อนเลย จนกระทั่งเมนในชีวิตจริงได้จากไปโดยไม่มีวันหวนกลับ
ถ้าให้เลือกว่าฉันสนิทหรือรักใครมากกว่าระหว่างพ่อกับแม่ ฉันตอบได้ในทันทีเลยว่าแม่ แม่เป็นทุกอย่างสำหรับฉัน แม้ว่าท่านจะไม่ใช่คนที่แสดงความรักอย่างออกหน้าออกตาเหมือนแม่ลูกคู่อื่น แต่ฉันก็ยังยืนยันว่าฉันรักแม่มากที่สุด แม่เป็นคนตลกหน้านิ่ง ชอบเล่นมุกด้วยใบหน้าจริงจังจนทำให้ฉันและสมาชิกคนอื่น ๆ ในครอบครัวยิ้มและหัวเราะออกมาได้ตลอดเวลา อีกอย่างคือแม่เป็นคนที่ขยันทำงานมาก เจ้านายเลยรักและเอ็นดูแม่เพราะความขยันและความซื่อสัตย์ของท่าน ที่เล่ามามีแต่ข้อดีทั้งนั้น ถ้าถามถึงข้อเสียคงเป็นเหมือนกับแม่คนอื่น ๆ คือท่านขี้เหนียว แม่เป็นคนเก็บเงินเก่งมาก ไม่ใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย ใช้ของได้คุ้มค่า ไม่ฟุ่มเฟือย ต่างจากพ่อของฉันอย่างชัดเจน ทำให้สองคนนี้มักจะมีปากเสียงกันเรื่องเล็ก ๆ น้อยอยู่บ่อยครั้ง แต่ถึงอย่างไรแม่ก็ยังคงเป็นไอดอลของฉันเสมอมา ฉันวาดฝันไว้ว่าสักวันหนึ่งฉันจะซื้อของขวัญแพง ๆ ให้กับท่านเพื่อตอบแทนที่ท่านต้องเหน็ดเหนื่อยกับการทำงานหนักมาตลอด ทว่าความฝันนั้นกลับพังทลายลงจนไม่เหลือชิ้นดี ในวันที่พระเจ้าเอื้อมมือมาเด็ดดอกไม้ที่แสนงดงามดอกนี้ ย้ายไปปลูกบนสวรรค์
คุณแม่ของฉันจากไปด้วยโรคหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันเมื่อหลายปีก่อน วันนั้นเป็นวันที่ฉันยังเรียนอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย ยังเป็นแค่สาวน้อยวัยแรกแย้มคนหนึ่งที่ไม่รู้ชะตากรรมของตัวเองเลยด้วยซ้ำ ว่าในอนาคตจะต้องพบเจอกับอะไรบ้าง
ภายในห้องเรียนที่เต็มไปด้วยเสียงอึกทึกครึกโครม เพื่อนร่วมคลาสพูดคุยกันอย่างเฮฮาสนุกสนาน ฉันเองที่ก็กำลังนั่งดื่มด่ำกับบรรยากาศอันแสนรื่นเริงอยู่นั้น เหลือบไปมองที่โทรศัพท์มือถือของตัวเอง ก่อนจะพบว่ามีสายหนึ่งโทรเข้ามาเกือบร้อยสาย หัวใจฉันตกไปอยู่ที่ตาตุ่มทันที ถ้าหากไม่ใช่เหตุด่วนเหตุร้าย คงไม่มีใครโทรเข้ามาหาคุณเป็นร้อยสายหรอกจริงมั้ย? ฉันวิตกกังวลเป็นอย่างมากเพราะก่อนหน้าที่ฉันจะเดินทางกลับมาพักที่หอ ก็เกิดเรื่องใหญ่ขึ้นที่บ้าน
ก่อนหน้านี้ไม่นานพ่อของฉันบอกว่าจู่ ๆ แม่ก็ล้มป่วย ทุกคนในบ้านค่อนข้างตกใจเพราะแม่ไม่เคยป่วยหนักขนาดนี้มาก่อน แต่ที่แย่กว่านั้นคือแม่ไม่ยอมไปหาหมอ อ้างว่าเปลืองเงิน จนพี่สาวของฉันต้องเป็นคนพาท่านเดินทางไปตรวจอาการที่คลินิกในเมือง ทว่าผลตรวจที่ออกมากลับบอกว่าแม่ไม่ได้เป็นอะไร คุณหมอคาดเดาว่าแม่อาจเป็นไข้หวัดใหญ่
แต่แม่ดูเป็นกังวลมากตอนที่หมอนำภาพเอกซเรย์ออกมาให้ดู เพราะก่อนหน้านี้ตอนบอกอาการป่วย แม่บอกว่าแม่เจ็บที่หน้าอก เหมือนมีคนเอาอะไรมาทุบที่อกตลอดเวลา แม่ดูแผ่นเอกซเรย์ก็บ่นกับตัวเองว่า เหมือนก้อนมะเร็งเลย แม่ดูกังวลมาก ๆ จนพี่สาวต้องเข้ามาปลอบ ในขณะที่เรากำลังเดินทางกลับบ้านกัน แม่ก็ยังดื้อรั้นขอไปทำงานในวันพรุ่งนี้ แกบอกว่าแกไม่อยากหยุดอยู่บ้านเฉยๆ แกกลัวไม่มีเงินใช้ จนฉันเผลอปรามทันไปว่า ป่วยก็พัก ถ้าไม่พักเกิดแม่ตายขึ้นมา ทีนี้ไม่ได้ไปทำงานของจริงแน่ ตอนนั้นฉันปากพล่อยมากเกินไปจริงๆ เพราะไม่คิดเลยว่าแม่จะจากไปดั่งคำที่ฉันว่า
ผ่านไปไม่นานหลังจากวันนั้นฉันก็เดินทางกลับมาที่หอพักเพราะว่ามีสอบวิชาสำคัญ ฉันรู้สึกเป็นห่วงแม่มากจริง ๆ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ จากที่เคยได้ยินเสียงคุยผ่านโทรศัพท์ กลายเป็นว่ามีแต่พ่อที่โทรมาคุยด้วยแทน เพราะว่าแม่ไม่มีแม้แต่แรงจะลุกมาคุยด้วยซ้ำ ทั้งพี่สาวและตัวฉันเป็นห่วงแม่มาก แต่ก็มีภาระหน้าที่ของตัวเองที่ต้องทำ และด้วยเหตุนั้นพ่อจึงปลอบประโลมพวกเราสองพี่น้อง โดยบอกว่าพ่อจะเป็นคนดูแลแม่เอง ให้พวกเราทำหน้าที่ของพวกเราไปก็พอ
ฉันรีบโทรกลับไปหาเบอร์ที่คุ้นเคยดังกล่าว มันเป็นเบอร์ของพี่สาวฉันเอง ทันทีที่เธอรับสาย เสียงเธอดูโกรธมากที่ไม่สามารถติดต่อฉันได้ก่อนหน้านี้ เธอตะโกนใส่ฉันเสียงดัง
“ทำไมเพิ่งรับสาย?!” ฉันตกใจกับท่าทีของพี่สาวตัวเอง โดยปกติแล้วเธอไม่ใช่คนแบบนี้ พี่สาวฉันเป็นคนเงียบๆ ไม่ค่อยแสดงสีหน้าหรืออารมณ์ให้คนอื่นรับรู้ และที่สำคัญคือเธอไม่เคยตะคอกใส่ฉันแบบนี้มาก่อน ฉันตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“พอดีหนูเปิดโหมดสั่นเอาไว้เพราะเรียนอยู่” คงเพราะน้ำเสียงที่ฟังดูน่าสงสาร พี่สาวของฉันถึงอารมณ์เย็นลง เธอบอกว่าเดี๋ยวอีกไม่นานพี่เขยจะขับรถมารับฉันที่มหาวิทยาลัย หลังจากนั้นเธอก็ตัดสายทิ้งไปเลยเสียดื้อ ๆ วินาทีนั้นฉันหันไปมองหน้ากลุ่มเพื่อนสนิทของตัวเองแล้วจู่ๆ ก็พูดขึ้นมา
“สงสัยแม่กูไม่น่าไหวแล้วว่ะ” พวกเพื่อนๆ มีท่าทีที่เศร้าสร้อยทันใด พวกเขาเอ่ยให้กำลังใจพร้อมบอกให้ฉันอย่ามองโลกในแง่ลบเสมอไป ฉันทำได้เพียงส่งยิ้มเจื่อนๆ ตอบกลับไปเท่านั้น
ผ่านไปไม่นานพี่เขยก็มารับฉันที่หน้าประตูมหาวิทยาลัย ไม่มีการสนทนาใดๆ เกิดขึ้นระหว่างเราสองคน เขาเงียบ ฉันเงียบ บรรยากาศน่าอึดอัดจนฉันรู้สึกหายใจไม่ออก ฉันเหม่อมองท้องฟ้าที่ในยามนี้มาฝนตกโปรยปราย ฉันภาวนาในใจว่าขอให้อย่าเป็นแบบที่ฉันคิดเลย อย่าให้แม่ของฉันเป็นอะไรไปเลย ได้โปรดอย่าพรากคนที่ฉันรักที่สุดไปเลย ในขณะนั้นเองก็มีความคิดหนึ่งที่แทรกเข้ามา
‘ถ้าจะเอาใครไปเอาย่าไปยังจะดีเสียกว่า’
ย่าของฉันเป็นผู้ป่วยติดเตียง ต้องให้อาหารผ่านท่อที่เจาะตรงคอ อาการของท่านไม่ค่อยสู้ดีนักมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว ฉันจึงแอบเผลอคิดไปว่า ถ้าใครจะเป็นคนที่ต้องจากไปช่วยอย่าเป็นแม่ของฉันได้มั้ย? เอาย่าฉันไปแทนก็ได้ ฉันรู้ว่ามันฟังดูเห็นแก่ตัว แต่ในวินาทีนั้น ในวินาทีที่ฉันสัมผัสได้ว่าแม่จะไม่อยู่กับฉันแล้ว ฉันอับจนหนทางจนไม่รู้ว่าจะต้องหันหน้าไปหวังพึ่งพระเจ้าองค์ไหน ฉันผู้ที่ไม่เคยศรัทธาในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใดๆ กลับร้องอ้อนวอนขอกับสิ่งที่มองไม่เห็นว่าอย่าได้พรากแม่อันเป็นที่รักของฉันไปเลย
ระหว่างที่นั่งอยู่บนรถฉันรู้สึกว่าเวลามันผ่านไปช้ามากเหลือเกิน เหมือนขับรถจากกรุงเทพไปเชียงใหม่อย่างไรอย่างนั้น ต่างกับตัวฉันที่มีแต่ความร้อนรุ่มอยู่เต็มอก พี่เขยของฉันเหลือบมองมาที่ฉันเป็นระยะๆ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร ก่อนที่จะมีสายปริศนาโทรเข้ามา เขารับสายและคุยอยู่สักพักใหญ่ๆ ประโยคที่ฉันได้ยินจากปากเขาก่อนจะกดวางสายไปคือ
“ให้พาไปที่วัดเลยใช่มั้ย?” หัวใจฉันหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่มอีกครั้ง และแล้วในวินาทีที่พี่เขยหักพวงมาลัยเลี้ยวเข้าซอยที่มีวัดตั้งตระหง่านอยู่ มันทำให้หัวใจของฉันเต้นถี่ระรัว ฉันเร่งสวดภาวนาในใจตัวเองว่าขอให้คนที่จากไปไม่ใช่แม่ ฉันยังพร่ำหลอกตัวเองอยู่อย่างนั้น แต่แล้วพอเดินเข้ามาในศาลาก็พบเข้ากับร่างที่ไร้วิญญาณของผู้เป็นมารดา ฉันเดินเข้าไปดูท่านใกล้ๆ ท่านยังคงสภาพเหมือนตอนที่เราเจอกันเมื่อไม่กี่วันก่อนอยู่เลย ไม่ได้ผอมหรือดูซูบลงเลยแม้แต่นิด แต่อุณหภูมิร่างกายกลับเย็นเฉียบลงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน แม่หลับตาพริ้ม ฉันจ้องมองท่านที่นอนแน่นิ่งอยู่สลับกับรูปที่วางไว้หน้าโลงศพ ทันใดนั้นพี่สาวก็โผเข้ามากอดฉันทั้งน้ำตา เธอร้องไห้สะอึกสะอื้นจนทำให้ฉันที่ได้ชื่อว่าเป็นพวกตายด้าน ก็อดไม่ได้ที่จะร้องไห้ออกมาเช่นกัน พวกเราสองพี่น้องร่ำไห้กันอยู่ภายในงานอัปมงคลที่มีแม่ของตัวเองเป็นตัวหลักของงานเสียเอง
งานศพถูกดำเนินไปตามบริบทของชุมชน ทุกอย่างราบรื่นดียกเว้นความสัมพันธ์ในครอบครัวของพวกเราสามคน พี่สาวกับตัวฉันกล่าวโทษพ่อของตัวเองที่ทำให้แม่ต้องจากไป กล่าวหาว่าพ่อไม่ยอมรายงานเกี่ยวกับสภาพร่างกายของแม่ที่ทรุดโทรมหนักมากกว่าครั้งไหน ๆ ให้พวกเราฟัง พ่อเองก็เครียดกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะพ่อคือคนที่เห็นแม่หมดลมหายใจไปต่อหน้าต่อตา
พ่อเล่าให้ฟังว่าหลังจากที่พี่สาวกับฉันแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตัวเอง อาการของแม่ก็ทรุดหนักลงเรื่อย ๆ จากที่เคยกินข้าวได้ แม้แต่ข้าวต้มก็กินไม่หมด บ่นว่าเจ็บหน้าอกรุนแรงจนต้องหายาพาราเซตามอลมากินเพื่อบรรเทาอาการเจ็บปวด และวันสุดท้ายก่อนที่แม่จะจากไปพ่อบอกว่าแม่ปวดท้องหนักมาก พ่อต้องช่วยพยุงท่านไปเข้าห้องน้ำแล้วยืนรออยู่ด้านนอก พ่อบอกว่าพอแม่เข้าห้องน้ำไปได้สักพักก็ได้ยินแม่พูดว่า
“ตายแล้ว นี่กูธาตุแตกเหรอ?”
สำหรับผู้อ่านท่านใดที่ไม่ทราบว่าธาตุแตกหรือธาตุไฟแตกคืออะไร ในทางการแพทย์ ธาตุแตกหมายถึงภาวะที่ธาตุต่าง ๆ ในร่างกายไม่สมดุล ซึ่งเป็นอาการที่มักเกิดขึ้นในช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต
พ่อบอกว่าเช้าวันต่อมาอาการแม่ก็แปลกๆ แม่เจ็บหน้าอกมากกว่าทุกวันที่ผ่านมา และเริ่มหายใจไม่ออก ต้องหายใจทางปาก พ่อของฉันช็อกกับเหตุการณ์ตรงหน้าเลยทำอะไรไม่ถูก โชคดีที่มีญาติๆ มาช่วยกันโทรหารถพยาบาลให้มารับแม่ไป ทว่ากลับไม่ทัน พ่อบอกว่าตอนที่กำลังจะช่วยกันพยุงแม่ขึ้นรถ แม่ก็จากไปแล้ว แม่นั่งคอตกอยู่ตรงบันไดทางขึ้นบ้าน ตายังไม่หลับดีเลยด้วยซ้ำ พ่อบอกว่าตอนนั้นร่างกายแม่อ่อนปวกเปียกไปหมด ต้องใช้คนสามสี่คนมาช่วยกันพยุงถึงจะพาขึ้นรถพยาบาลไปได้ พ่อฉันนั่งมองแม่ที่โดนปั๊มหัวใจด้วยอาการตกตะลึง ท่านคงคิดไม่ถึงว่าชั่วชีวิตนี้จะต้องมาประสบพบเจอเหตุการณ์อันแสนเลวร้ายที่เกิดขึ้นกับผู้เป็นภรรยาของตนเอง พอรถขับมาถึงโรงพยาบาลพ่อก็เบาใจไปเปลาะหนึ่ง เพราะถึงอย่างไรก็ถึงมือหมอแล้ว คนรักของเขาจะต้องกลับมาแข็งแรงในเร็ววันเป็นแน่ ทว่าเขากลับคิดผิด จากที่กำลังนั่งรอรับข่าวดีกลายเป็นว่าได้รับข่าวร้ายเสียแทน
พ่อเกิดสภาวะเครียดสะสม นอนไม่หลับ เริ่มพูดจาเพ้อเจ้อเหมือนคุยกับใครอีกคนที่ไม่ใช่เราสองพี่น้อง พี่สาวฉันคิดว่าพ่อเรียกร้องความสนใจเลยทำเป็นเฉยเมย แต่ส่วนหนึ่งฉันก็คิดว่าอาจเป็นเพราะภาระที่เธอได้รับมันหนักหนาสาหัสเกินไปสำหรับคนคนเดียว ทำให้ตัวเธอเองก็เกิดความเครียดแบบเท่าทวีเหมือนกัน ไหนจะเรื่องจัดการงานศพ เรื่องเงิน มีแต่เรื่องให้เธอคิดจนปวดหัว พอมาเจอพ่อที่อาการแปลกประหลาดไป ก็ยิ่งทำให้ความสัมพันธ์ของพี่สาวฉันและพ่อห่างกันไปไกลแสนไกล
และแล้วก็มาถึงวันสุดท้าย วันเผาศพ พี่สาวของฉันไม่อาจเข้มแข็งได้อีกต่อไป เธอร่ำไห้ในขณะที่ถือรูปของแม่เดินขบวนแห่ศพ นอกจากนั้นยังเป็นครั้งแรกที่พวกเราสองพี่น้องได้เห็นน้ำตาของผู้เป็นพ่อ พ่อมองศพของแม่ที่กำลังถูกเลื่อนเข้าไปในเตาเผาศพด้วยใบหน้าที่เปื้อนไปด้วยน้ำตา พ่อร้องไห้จนใบหน้าเหยเกไปหมด และเพราะเหตุนั้นพี่สาวของฉันจึงได้พยายามทำความเข้าใจกับพ่อมากขึ้น เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาพี่สาวฉันคิดอคติ คิดว่าพ่อไม่เสียใจกับการจากไปของแม่มาโดยตลอด มาวันนี้ถึงได้เข้าใจ ว่าไม่ใช่ว่าท่านไม่เสียใจ แต่ท่านอดกลั้นมันเอาไว้ต่างหาก
หลังจากวันที่แม่จากไปโดยไม่มีวันหวนกลับ กลายเป็นว่าฉันกลับจมปลักกับความเศร้านั้นจนเกือบใช้ชีวิตประจำวันไม่ได้ ฉันร้องไห้เรียกหาแม่ทั้งวันทั้งคืน บ่นพึมพำกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่รู้ว่ามีจริงหรือเปล่าว่าถ้าหากได้รับพรสักหนึ่งข้อ จะขอให้คนที่ต้องจากไปเป็นตัวฉันเอง ฉันมักเห็นแม่ในฝันบ่อย ๆ และในฝันนั้นเรามีความสุขกันมาก มีความสุขมากจนฉันไม่อยากตื่นขึ้นมาอีกเลย
จนกระทั่งวันหนึ่งฉันฝันว่าแม่มาหา มาทำกับข้าวให้กิน มาพูดคุยแชร์เรื่องสารทุกข์สุกดิบกันก่อนที่ตัวฉันในฝันจะนึกขึ้นมาได้ว่าแม่ตายไปแล้ว ทันทีที่ฉันคิดได้ดังนั้นแม่ก็เดินหันหลังกลับไป จ้องมองรูปชาตะ - มรณะของตัวเองที่อยู่บนหิ้ง ก่อนจะเอ่ยโดยไม่หันมามองที่ฉันเลยด้วยซ้ำ
“แม่ไปแล้วนะ”
ฉันตื่นขึ้นมาพร้อมน้ำตา หลังจากนั้นฉันก็ไม่เคยฝันเห็นแม่อีกเลย
ชีวิตของพวกเรายังคงดำเนินมาอยู่เรื่อย ๆ มีทะเลาะมีขัดแย้งกันบ้าง แต่สุดท้ายเพราะว่าเราเหลือกันอยู่แค่สามคนแล้ว เลยคิดว่าดีต่อกันเอาไว้น่าจะดีกว่า เดี๋ยวถ้ามีใครสักคนด่วนจากไปเหมือนเหตุการณ์ที่ผ่านมา คงต้องมานั่งเสียใจภายหลังเป็นแน่
พี่สาวของฉันมักบ่นให้ฟังว่าเธอมีความฝันที่อยากพาแม่ไปนั่งรถเล่น พาไปเที่ยวตามสถานที่ต่าง ๆ ที่ท่านอยากไป อยากชดเชยที่แม่ทำงานหนักหาเลี้ยงพวกเรามาอย่างยากลำบาก แต่มันกลับไม่ทัน ที่น่าเศร้ากว่านั้นคือแม่จากไปหลังจากที่พี่สาวฉันซื้อรถมาได้ไม่นาน อันที่จริงวันที่พาแม่ไปหาหมอ คือวันที่พี่ของฉันวางแผนเอาไว้ว่าจะพาแม่ไปเดินเที่ยวเล่นที่ห้างด้วยกันแบบพร้อมหน้าพร้อมตา พี่สาวฉันรู้สึกผิดกับเรื่องนี้มากจนต้องมานั่งปรับทุกข์กับฉันอยู่บ่อยครั้ง
หลังจากที่แม่เสียไปได้ประมาณปีสองปี สิ่งหนึ่งที่ฉันสัมผัสได้จากการสูญเสียครั้งนี้ คือพวกเราทั้งสามคนเติบโตขึ้น และเกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง พี่สาวฉันจากคนที่โหมงานหนัก ไม่ค่อยกลับมาเยี่ยมบ้าน ก็เดินทางมาที่บ้านเกิดบ่อยขึ้น เข้าอกเข้าใจคนอื่นมากขึ้น พ่อเองจากที่ก่อนหน้านี้ตกงานก็เริ่มมองหางานที่ตัวเองถนัดจนค้นพบเส้นทางอาชีพของตัวเอง ส่วนตัวฉันก็ได้ตระหนักในหลาย ๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของคำพูด พฤติกรรม หรือการกระทำต่าง ๆ กับคนในครอบครัว
ในวันที่ครอบครัวยังพร้อมหน้าเราจะยังไม่รู้ตัวหรอกว่า สิ่งที่เราพ่นออกไปมันส่งผลกระทบและทำร้ายจิตใจคนใกล้ชิดเรามากมายขนาดไหน เราจะมารู้ซึ้งก็ในวันที่เขาจากไปแล้วเท่านั้น ดังสุภาษิตไทยที่ว่า ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา
ฉันทราบดีว่าไม่มีใครอยากสูญเสียคนสำคัญของตัวเองไปเลยแม้แต่คนเดียว แต่นาฬิกาชีวิตของคนเรามันหยุดเดินไม่เท่ากัน บางคนอาจหยุดเดินตอนอายุยังไม่ถึงวัยเบญจเพสเลยด้วยซ้ำ ดังนั้นการทำดีกับคนที่ใกล้ชิดหรือคนที่เรารักเอาไว้มาก ๆ ในวันที่เขายังมีชีวิตอยู่ คือคำแนะนำจากเบื้องลึกของหัวใจผู้เขียนคนนี้ค่ะ
สุดท้ายนี้อยากบอกกับทุกท่านที่กำลังอ่านบทความนี้อยู่ การสูญเสียเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น ทว่าหากมันเกิดขึ้นแล้วเราจะจัดการความรู้สึกของตัวเองอย่างไรต่อไปต่างหาก เหมือนที่เขาว่ากันว่าทุกความผิดพลาดคือประสบการณ์ของชีวิต บทเรียนจากความผิดพลาดนั้นจะทำให้เราประสบความสำเร็จในอนาคตเสมอ การสูญเสียก็เหมือนกันค่ะ เราจะเติบโตขึ้น แข็งแกร่งขึ้น และทำใจยอมรับกับความเป็นไปของสิ่งมีชีวิตบนโลกได้มากขึ้น เช่นเดียวกับผู้เขียนในตอนนี้อย่างแน่นอนค่ะ ขอให้เป็นวันที่ดี ถ้าหากมีเวลาว่างก็อย่าลืมแวะไปเยี่ยมเยียนคนที่บ้าน ที่นั่งเฝ้ารอพวกเรากลับไปหาเขาอยู่ด้วยนะคะ ก่อนที่มันจะสายเกินไป
เรื่องราวที่คุณอาจสนใจ
แบกไปไหน
เหนื่อยกับการเดินทางแบกกระเป๋าหนักๆ พกอุปกรณ์สัมภาระไปไหนต่อไหน ของไหนกระเป๋าที่แบกๆ ไปมักเป็นของที่ไม่ค่อยได้ใช้สักเท่าไหร่ แบกไปเผื่อเหลือเผื่อขาด คิดๆ ดูก็เหมือนกับการใช้ชีวิตที่แบกความกังวล ...
คนเดิมที่ไม่เหมือนเดิม
เมื่อคุณต้องการ “ฉันคนเดิม” กลับมา… คนเดิม…ที่ทุ่มเทเวลาทั้งหมดให้คุณ คนเดิม…ก่อนที่ฉันจะไปต่างประเทศ คนเดิม…ที่ต้องโทรหา และรับสายทุกครั้งที่คุณต้องการ คนเดิม…ที่วันหยุดก็ยังไม่เคยได้หยุด คนเดิม…ท...
ความรู้สึก…สื่อสายตา
ดังที่เขาว่ากันว่า สายตาคือประตูสู่หัวใจ สายตาไม่อาจซ่อนความรู้สึกได้ และสายตา…ไม่อาจโกหก หรือปิดบังความรู้สึกนั้นได้เลยใครจะรู้… ความรู้สึกที่ท่วมท้นอยู่ภายในจะสื่อสารออกมาทางสายตา จนคนอื่นสามารถร...
0 ความคิดเห็น
กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น