เรื่อง สมควรไร้รัก โดย silverho
ว่ากันตามตรงฉันเป็นคนหนึ่งที่ไม่ได้แสวงหาเรื่องความรักมากขนาดนั้น เพราะส่วนใหญ่มักเอาเวลาไปใช้กับงานอดิเรก จนกระทั่งวันหนึ่งได้พบกับรุ่นพี่ที่เป็นเดือนของโรงเรียน
พี่คนนั้นมีชื่อว่า ‘พี่แจ็ค’ อายุห่างจากฉันราว ๆ สองปีน่าจะได้ เอาจริง ๆ ตอนที่เจอกันแรก ๆ ฉันก็ไม่ได้สนใจในตัวพี่เขามากขนาดนั้น แค่มองว่าเขาก็เป็นคนหน้าตาดีคนหนึ่งเท่านั้น ทว่าพอย่างเข้ามัธยมศึกษาปีที่สาม ฉันกลับมีความรู้สึกที่แตกต่างออกไป ฉันอยากเจอหน้าเขามากขึ้น เวลาเดินสวนกันก็จะรู้สึกหัวใจมันเต้นระส่ำราวกับมันจะหลุดออกมาข้างนอก ชอบแอบมองเขาเวลาที่เขาลงมาเรียนวิชาพละ กลายเป็นว่าฉันค่อย ๆ ชอบเขาตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา และเริ่มเปลี่ยนแปลงตัวเอง
ฉันตัดสินใจแล้วว่าปิดเทอมใหญ่ก่อนจะขึ้นชั้นม.ปลายนี้ ฉันจะต้องผอม ขาว สวย ให้ได้ ฉันเริ่มจากการลดน้ำหนัก แต่เป็นการลดน้ำหนักแบบหักดิบไปสักหน่อย ช่วงแรก ๆ ฉันกินแต่ไข่ต้มวันละหนึ่งฟอง ทว่าพลังงานแค่นั้นไม่สามารถทำให้ฉันดำรงชีวิตประจำวันได้ สุดท้ายเลยต้องเปลี่ยนเป็นกินไข่ต้มมื้อละหนึ่งฟองแทน แล้วก็ออกกำลังกายร่วมด้วย หลังจากทำไปได้หนึ่งอาทิตย์ น้ำหนักฉันก็ลดลงไปเกือบสิบกิโลกรัม ฉันดีใจมาก แต่ก็ไม่ประมาท ฉันยังคงออกกำลังกายและกินอาหารแบบควบคุมแคลอรีไปเรื่อย ๆ จนในที่สุดก็ได้หุ่นที่น่าพึงพอใจ ระหว่างนั้นก็ไม่ลืมที่จะบำรุงผิวพรรณด้วยครีมหรือโลชั่นที่มีสูตรไวท์เทนนิ่งต่าง ๆ กินอาหารเสริมที่ช่วยเรื่องการเผาผลาญ และกินคอลลาเจนเพราะอยากผิวสวย เริ่มซื้อเครื่องสำอางมาหัดแต่งหน้าในโอกาสต่าง ๆ จนในที่สุดก็เปิดเทอม เพื่อนทุกคนค่อนข้างประหลาดใจที่เห็นการเปลี่ยนแปลงของฉัน มีแต่คนถามว่าฉันกินยาลดน้ำหนักหรือเปล่า ฉันตอบไปอย่างมั่นใจว่าฉันลดน้ำหนักด้วยตัวเอง ไม่ได้กินยาลดน้ำหนัก เรื่องนี้เป็นที่ฮือฮาในห้องเรียนของฉันสักพักใหญ่ ก่อนจะค่อย ๆ มลายหายไป
ทว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ของฉัน ไม่ได้การันตีว่าฉันจะประสบผลสำเร็จในเรื่องของความรัก ฉันไม่กล้าแม้แต่จะไปพูดคุยกับพี่เขาด้วยซ้ำ ได้แต่แอบมองเขาแล้วก็มานั่งเขินคนเดียว แอบจินตนาการวันที่เราสองคนได้เป็นแฟนกัน ทั้ง ๆ ที่ความเป็นจริงนั้นพี่เขาจะไม่เคยรู้ถึงการมีอยู่ของฉันเลยก็ตาม
วันเวลาผ่านไปจนพี่แจ็คเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่หก ซึ่งเป็นปีสุดท้ายของชีวิตมัธยมแล้ว วันนั้นเป็นวันปัจฉิมนิเทศที่ทางโรงเรียนจะเปิดโอกาสให้รุ่นน้องได้เอาของขวัญไปให้กับพี่ ๆ ฉันเตรียมเข็มกลัดดอกไม้ที่ทำเองกับมือมา เพื่อมอบให้พี่เขาโดยเฉพาะ ทว่าฉันกลับหาตัวพี่เขาไม่พบ เข็มกลัดดอกไม้นั้นจึงไม่ได้มอบให้กับเขาไป ฉันเดินออกมาจากหอประชุมที่เอาไว้จัดพิธีปัจฉิมนิเทศด้วยใบหน้าที่เศร้าโศก ก่อนที่ฉันจะได้ยินเสียงเอะอะโวยวายทางด้านหน้าของตัวเอง ฉันหรี่ตามองเล็กน้อยก่อนจะพบว่าหนึ่งในนั้นมีพี่แจ็คยืนอยู่ด้วย ฉันหวังจะวิ่งเข้าไปแล้วแอบมอบเข็มกลัดนี้เอาไว้ พร้อมกับแนบโพสต์อิทที่เขียนคำสารภาพรักของตัวเอง ทว่าเหตุการณ์ต่อมากลับทำให้ฉันช็อกหนักกว่าเดิม
พี่แจ็คขอรุ่นพี่ที่เป็นดาวของโรงเรียนเป็นแฟน พร้อมมอบดอกไม้ช่อใหญ่ให้ โดยมีเหล่าเพื่อนของเขาคอยให้กำลังใจอย่างไม่ขาดสาย ฉันจ้องมองภาพตรงหน้าเพียงชั่วครู่ก่อนจะมองมาที่เข็มกลัดดอกไม้ในมือ เดินตรงไปที่ถังขยะแล้วโยนมันทิ้งอย่างไร้เยื่อใย สุดท้ายก็เดินกลับเข้าห้องเรียนของตัวเองรอเวลากลับบ้าน
แม้ว่าความรักครั้งนี้จะไม่ได้สมหวัง แต่ก็ยังโชคดีที่ฉันไม่ได้มานั่งร้องไห้ฟูมฟายเหมือนที่เคยดูในหนัง ฉันไม่ได้รู้สึกเศร้ามากมายขนาดนั้น แต่ก็มีแอบรู้สึกเสียดายบ้างที่ยังไม่เคยได้สารภาพรักกับพี่เขาเลยสักครั้ง และเรื่องราวระหว่างฉันกับรักครั้งแรกก็จบลงทั้งอย่างนั้น
ทว่าในตอนที่ฉันเข้าเรียนมหาวิทยาลัย กลับเกิดเรื่องไม่คาดคิดขึ้น วันนั้นฉันมีเรียนตอนเช้าและรู้สึกหิวข้าวมาก อยากหาอะไรกินรองท้องก่อนจะเข้าเรียน ทว่าร้านขายข้าวเหนียวหมูที่ซื้อกินบ่อย ๆ กลับปิดวันนี้เสียซะอย่างนั้น ฉันเลยต้องเดินไปเข้าร้านสะดวกซื้อภายในมหาวิทยาลัยแทน ระหว่างที่กำลังเดินไปยังจุดหมาย ฉันก็ได้พบกับเขาอีกครั้ง ราวกับหัวใจมันหยุดเต้นไปชั่วขณะ ฉันเหลือบมองเขาเล็กน้อยก่อนจะรีบเร่งฝีเท้าแล้วเดินผ่านเขาไป ฉันเหลียวหลังไปมองเพื่อเช็กให้แน่ใจว่าคนที่ท่าทางคุ้น ๆ คนนั้นคือรักแรกของฉันจริง ๆ หรือเปล่า ซึ่งคำตอบคือใช่ ชายในชุดนักศึกษาคนนั้นคือพี่แจ็ค
ฉันแอบประหลาดใจเล็กน้อยที่รูปร่างกับหน้าตาเขาเปลี่ยนไปเยอะขนาดนั้น แต่มันก็อดที่จะเขินอายไม่ได้จริง ๆ ฉันไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองเลยว่าจะได้กลับมาเจอกับรักแรกของตัวเองอีกครั้งในรั้วมหาวิทยาลัยเดียวกันแบบนี้
แต่หลังจากวันนั้นฉันก็ไม่ได้เจอกับพี่เขาอีกเลย อาจเป็นเพราะพี่เขาอยู่ในช่วงฝึกงาน หรือไม่ก็โดดเรียน เพราะฉันเคยไปตามสืบจนได้ช่องทางโซเชียลที่พี่เขาเล่นประจำอยู่ด้วย ที่เห็นโพสต์ล่าสุดก็อยู่ในวงสุรา ไม่ก็อัปโหลดรูปรถมอเตอร์ไซต์ที่แต่งจนจำสภาพเดิมของมันแทบไม่ได้
พี่แจ็คเปลี่ยนไปจากตอนมัธยมอยู่มากพอสมควร ตัวบวมขึ้น ถ้าให้เดาก็คงเพราะสุรา ไหนจะใบหน้าที่เปลี่ยนไปนั่นอีก กลายเป็นว่าพอนานวันเข้าฉันกลับไม่ได้รู้สึกกับพี่แจ็คมากเท่าแต่ก่อนแล้ว ถ้าเป็นเมื่อตอนนั้นคงจะพยายามทุกวิถีทางเพื่อที่จะได้เจอหน้าพี่เขาอีกให้ได้ แต่ตอนนี้กลับไม่ได้รู้สึกว่าต้องพยายามมากขนาดนั้นแล้ว กลายเป็นว่าฉันเองก็ค่อย ๆ ลืมเรื่องที่เคยเจอพี่แจ็คในรั้วมหาวิทยาลัยไปในที่สุด เรื่องราวความรักครั้งแรกของฉันก็เลยถูกตัดจบลงอย่างสมบูรณ์
ความรักครั้งที่สองเกิดขึ้นตอนมหาวิทยาลัย ช่วงชั้นปีที่สอง ฉันได้รู้จักกับผู้ชายคนหนึ่งผ่านเฟซบุ๊ก เขาเป็นฝ่ายทักฉันมาก่อน เราคุยกันในฐานะเพื่อนก่อนในช่วงแรก เราทั้งสองคนคุยกันถูกคอ ฉันรู้สึกดีทุกครั้งที่ได้คุยกับเขา และนั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ฉันขอเขาเป็นแฟนภายในไม่กี่วัน
เรานัดเจอกันในวันเสาร์ ฉันแต่งตัว แต่งหน้า รู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมากที่จะได้เจอกับแฟนคนนี้ที่รู้จักผ่านโลกออนไลน์เป็นครั้งแรก เขานัดเจอฉันที่ร้านสะดวกซื้อใกล้หอพัก ฉันรีบเดินไปยังร้านสะดวกซื้อแห่งนั้น แวะซื้อของกินไปพลาง มองหน้าจอโทรศัพท์มือถือไปพลาง ก่อนที่จะมีมือของใครบางคนมาสะกิดที่ไหล่ของตัวเอง
ฉันหันไปมองด้วยความดีใจก่อนจะต้องหุบยิ้มทันใด ทุกคนคงเคยได้ยินคำว่าไม่ตรงปกกันมาบ้างใช่มั้ยคะ ความรู้สึกฉันตอนนั้นคือเป็นอย่างที่กล่าวมาเลย ฉันแอบผิดหวังเล็ก ๆ เพราะตัวจริงเขาไม่เหมือนกับในรูปโปรไฟล์ที่เขาตั้งเอาไว้ แต่ฉันก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร เพราะรู้สึกว่าในเมื่อเราคุยกันถูกคอ หน้าตาก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ หลังจากนั้นเราก็พากันไปกินข้าว เขาเลี้ยงข้าวในเดตแรกของเรา ฉันแอบประทับใจเล็ก ๆ กินข้าวเสร็จเราก็เดินคุยกันจนมาถึงที่หน้าหอพัก เราบอกลากันก่อนจะแยกย้ายกลับที่พักของตัวเอง วันนั้นฉันมีความสุขมากเพราะทั้งชีวิตนี้ไม่เคยมีคนดี ๆ มาดูแลเอาใจใส่แบบนี้มาก่อน แต่ก็เป็นแค่ช่วงแรก ๆ เท่านั้น
คนที่เปลี่ยนไปไม่ใช่เขาแต่เป็นฉัน ฉันเริ่มเบื่อที่จะต้องส่งข้อความหาเขา โทรคุยกับเขา รู้สึกว่าเขาเข้ามาก้าวก่ายเวลาชีวิตของตัวเอง เลยเริ่มออกห่างจากตัวเขามาทีละนิด ๆ จนในที่สุดเขาก็ส่งข้อความถามไถ่เรื่องที่ฉันเปลี่ยนไป ฉันในตอนนั้นให้เหตุผลว่าฉันเริ่มเบื่อเขาแล้ว และเสนอให้เรากลับไปเป็นเพื่อนกันเหมือนเดิม ทว่าเขากลับไม่ยอม เขาบอกว่าเขาจะเปลี่ยนแปลงตัวเองใหม่ ถ้าสิ่งไหนที่เขาทำแล้วฉันไม่ชอบใจ เขาจะไม่ทำมันอีก เขาขอแค่ให้เรายังเป็นแฟนกันได้เหมือนเดิม สุดท้ายฉันก็ใจอ่อนและให้โอกาสเขา แค่ในสถานะของคนคุยเท่านั้น
แต่อย่างที่ได้กล่าวไป ฉันในตอนนั้นยังเด็กมากเกินไป ซ้ำร้ายยังเป็นคนที่เห็นแก่ตัว ที่ไม่สมควรจะได้รับความรักดี ๆ จากใครทั้งนั้น ระหว่างนั้นก็มีผู้ชายจากทั่วทุกสารทิศทักมาจีบฉัน ซึ่งฉันก็ไม่รู้ว่ามันเกิดจากบัญชีเฟซบุ๊กฉันโดนแฮ็กแล้วไปโพสต์อะไรไปมั่วซั่วหรือเปล่า ทำไมผู้ชายที่ฉันไม่เคยรู้จักทักมาตามจีบกันให้ควัก ฉันเริ่มคุยซ้อนหลาย ๆ คนเพราะคิดว่าตอนนี้ตัวเองไม่ได้มีสถานะอะไรกับใคร จนกระทั่งเขารู้เข้า แต่เขากลับไม่ได้ว่าอะไร เขาแค่ถามด้วยความสงสัยว่าเขาทำอะไรผิด ทำไมฉันไม่รักเขาเหมือนเดิม ฉันในตอนนั้นเองก็ตอบไม่ได้เหมือนกันว่าเพราะอะไร ให้เหตุผลแค่เราเข้ากันไม่ได้เท่านั้น
ความสัมพันธ์ของเราสองคนย่ำแย่ลงไปทุกวัน และเป็นฉันที่เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดเรื่องแบบนั้น ฉันชอบเอาเขาไปเปรียบเทียบกับคนรอบข้าง ฉันรู้ว่าคำพูดของฉันทำร้ายสภาพจิตใจของเขามากมายขนาดไหน จนในที่สุดฉันก็ตัดสินใจที่จะตัดขาดจากเขาไปตลอดกาล
ฉันบอกเลิกเขาโดยให้เหตุผลว่าฉันมันเลวเกินไป ไม่คู่ควรกับคนดี ๆ อย่างเขา ทว่าเขากลับไม่ยอม เขาวิงวอนขอโอกาสให้เขาได้แก้ตัว ฉันบอกว่าเรื่องนี้เขาไม่ได้ผิด คนที่ผิดคือฉันเองที่ยังไม่รู้จักความรักดีพอ ก็อยากจะได้ อยากจะมีเหมือนคนอื่นเขา ฉันขอโทษเขาไปแต่เขาก็ยังไม่ยอมเลิกกับฉัน เขาตัดพ้อว่าทั้งชีวิตของเขาอาภัพรักมาโดยตลอด คบกับใครไม่โดนหลอกก็โดนทิ้ง เขาขู่ว่าจะปลิดชีพตัวเองถ้าหากฉันบอกเลิกเขา พอเห็นข้อความนั้นฉันก็รู้สึกใจตกไปอยู่ที่ตาตุ่มทันที กลัวว่าเขาจะทำแบบที่พิมพ์ออกมาจริง ๆ ก็พยายามปลอบประโลมเขา ให้เขาใจเย็น ทว่าเขากลับไม่เป็นอย่างนั้น ฉันไม่รู้ว่าจะแก้ไขปัญหานี้อย่างไรเลยตัดสินใจว่าจะคบกับเขาต่อ เพราะไม่อยากให้เขาทำร้ายตัวเอง เขาดีใจมากแล้วบอกว่าจะเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ตรงกับความต้องการของฉันทุกอย่าง ขอเพียงแค่พวกเราได้เป็นคนรักกันต่อไปก็พอ
ฉันไม่มีความสุขเลยหลังจากวันนั้น การคบกันของเราสองคนเหมือนเป็นโซ่ตรวนที่ทำให้ฉันไปไหนไม่ได้ แต่ฉันก็ทราบดีว่านี่มันคือผลกรรมของคนที่ไม่เห็นคุณค่าของความดีและความรักจากคนอื่น ส่งผลให้ฉันต้องมาเผชิญกับชะตากรรมความรักที่แสนอึดอัดเช่นนี้
แต่แล้ววันหนึ่งฉันก็ลุกขึ้นมาด้วยความรู้สึกที่ไม่อยากจะมีพันธะกับผู้ชายคนนี้อีกต่อไปแล้ว ก็เลยตัดสินใจบอกกับเขาไปว่าฉันขอเลิกกับเขา และไม่สนใจว่าเขาจะเป็นตายร้ายดีอย่างไรทั้งนั้น เขารีบโทรกลับมาหาฉันแต่ฉันไม่รับสาย ฉันบอกเขาว่าถ้ายังโทรมารังควานกันแบบนี้อีกฉันจะบล็อกการติดต่อของเขา เขาจึงคุยแชตแทน เขาบอกว่าเขาอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีฉัน เขาขอร้องอ้อนวอนฉันอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้ฉันเด็ดขาดมาก บอกกับเขาว่ายังไงฉันก็จะเลิกกับเขา พูดถ้อยคำทำร้ายจิตใจใส่เขาทุกอย่างเพราะอยากหลุดพ้นจากจุดนี้สักที เขาก็ได้แต่ตัดพ้อแล้วขู่ว่าจะปลิดชีพตัวเองอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้ฉันกลับไม่สนใจมัน แล้วบอกกับเขาแค่สั้น ๆ ก่อนจะบล็อกแชตนั้นไปว่า ‘แค่รักตัวเองยังรักไม่ได้เลย แล้วจะมารักคนอื่นได้อย่างไร’
หลังจากวันนั้นฉันก็ขาดการติดต่อกับเขาไปเลย แต่ผลกรรมที่ตามมาคือฉันกลายเป็นคนวิตกกังวล เก็บตัวแต่ในห้องเพราะไม่กล้าออกไปข้างนอก ฉันหวาดกลัว กลัวว่าจะเดินๆ ไปแล้วเจอเขาเข้า กลัวว่าเขาจะมาพร้อมกับอาวุธแล้วเข้ามาทำร้ายฉัน เวลาอยู่ในห้องแล้วมองทอดลงมาจากระเบียง ก็จะคิดอยู่เสมอว่าถ้าหากมีวันหนึ่งเขามาปลิดชีพให้ฉันเห็นต่อหน้าตรงนี้จะทำอย่างไร ฉันกังวลไปหมดจนช่วงนั้นไม่ออกไปไหนเลย เรียนเสร็จก็กลับหอทันที เพื่อนชวนไปไหนก็ไม่ไป ขนาดจะกินข้าวยังเลือกที่จะใช้บริการส่งถึงที่หมายแทนเลย ช่วงนั้นฉันเหมือนคนเป็นโรคประสาท ตอนไปเรียนเพื่อน ๆ ก็จะถามเสมอว่าไปทำอะไรมา ทำไมหน้าตาดูโทรมขนาดนี้ ฉันก็ทำได้เพียงตอบแบบปัด ๆ ไปว่าสงสัยเป็นเพราะช่วงนี้พักผ่อนน้อย
ฉันตกอยู่ในสภาพแบบนั้นอยู่หลายเดือนก่อนจะค่อย ๆ ลืมเรื่องราวของชายคนนี้ไป ตอนนั้นฉันเอาแต่คิดว่าตัวเองเป็นฝ่ายถูก และเขาเป็นฝ่ายผิดลูกเดียว ไปตั้งกระทู้ในพันทิปเล่าเรื่องราวของเขาเสีย ๆ หาย ๆ ทว่าความคิดเห็นของคนที่มาเมนต์ส่วนใหญ่กลับเห็นไม่ตรงกับฉัน ทุกคนกล่าวว่าฉันเห็นแก่ตัว และทำตัวเหมือนตัวเองเป็นเหยื่อทั้ง ๆ ที่เหยื่อของเหตุการณ์ครั้งนี้คือแฟนหนุ่มของฉัน ตอนนั้นฉันเถียงเมนต์เหล่านั้นแทบขาดใจ ฉันชักแม่น้ำทั้งห้ามาตอบเมนต์คล้าย ๆ กันนี้ ว่าฉันไม่ได้มีความผิดอะไรทั้งสิ้น จนพวกเขาเอือมระอาและไม่ตอบกลับฉันอีก ฉันในวัยมหาวิทยาลัยคิดว่าตัวเองเป็นฝ่ายชนะและถูกต้องที่สุดเหนือสิ่งใด ไม่เคยโทษตัวเองเลยแม้แต่ครั้งเดียว
จนกระทั่งตัดมายังปัจจุบัน ฉันในตอนนี้ตระหนักรู้ถึงความผิดของตัวเอง และรู้สึกละอายใจต่อแฟนเก่าคนนั้นของฉันมากเหลือเกิน ฉันอยากขอโทษเขาสักครั้งกับความงี่เง่าของฉัน ทว่าช่องทางการติดต่อทั้งหมดกลับหายไปราวกับฉันไม่เคยมีมันอยู่ในมือมาก่อน ฉันรู้สึกผิดต่อเรื่องราวที่เกิดขึ้นและเหมือนโดนสวรรค์ลงโทษให้ตัวเองอาภัพรักตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ฉันไม่เคยพบเจอรักดี ๆ จากใครอื่นอีกเลย และท้อแท้กับการแสวงหาความรักจน ณ ปัจจุบันก็ใช้ชีวิตเป็นหญิงโสดที่ไม่มีใครเอา
พอเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ฉันเคยอยากเปิดใจลองมีความรักอีกสักครั้ง ทว่ากลับพบเพียงความผิดหวัง ฉันลองหาคนคุยจากแอปหาคู่ทว่ากลับเจอแต่คนที่มีจุดประสงค์ไม่ตรงกัน ฉันต้องการตามหาคนรัก เขาต้องการตามหาคนร่วมหลับนอนด้วย หนักที่สุดก็กรณีที่มีผู้ชายในแอปหาคู่ทักมาคุยกับฉัน เราเข้ากันได้ดีเป็นปี่เป็นขลุ่ย ฉันวาดหวังไว้ว่าเราสองคนจะไปกันได้ด้วยดี ทว่ากลับมาทราบจากปากของเจ้าตัวเองว่าเขามีแฟนอยู่แล้ว ที่มาเล่นแอปนี้ก็เพื่อหาคนคุยแก้เหงาเท่านั้น แต่จุดประสงค์ที่ร้ายแรงกว่านั้นของเขาคือต้องการหาผู้หญิงสักคนจากแอปหาคู่นี้ไปมีเพศสัมพันธ์ด้วยในระหว่างที่แฟนของเขาไปฝึกงานที่ต่างจังหวัด ฉันได้ยินเหตุผลแบบนั้นของเขาก็รับไม่ได้ เลยตัดสินใจเลิกเล่นแอปหาคู่ทั้งหลายตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา กลายเป็นป้าคนหนึ่งที่ยังไร้ซึ่งคนข้างกาย ทั้ง ๆ ที่อายุก็ใกล้ที่จะสามารถแต่งงานมีลูกได้แล้ว
สุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุดฉันอยากจะบอกว่าความรักเป็นสิ่งที่สวยงามเสมอ อยู่ที่ว่าเราจะรักษาความงดงามของความรักนั้นด้วยวิธีการใด และจะรักษามันเอาไว้ได้นานเท่าไหร่แค่นั้นเอง ขอบคุณที่อ่านมาจนถึงตรงนี้ และขออภัยหากตัวตนในอดีตของฉันสร้างความเกลียดชังในใจของใครหลาย ๆ คน ตอนนี้ฉันเปลี่ยนไปจากเมื่อตอนนั้นมากอยู่พอสมควร และคิดว่าคนแบบฉันครองโสดไปตลอดชีวิตน่าดีกว่า อย่าไปเป็นภาระทางด้านความรักให้กับใครอีกเลย สุดท้ายนี้คงต้องถึงเวลาบอกลา ไว้เจอกันใหม่ครั้งหน้า สำหรับวันนี้สวัสดีค่ะ
เรื่องราวที่คุณอาจสนใจ
ทะลุมิติมาเป็นน้องคนสุดท้องของเผ่ามาร [BL] บทที่ 6
“ไม่ต้องเครียด สู้ให้เต็มที่ก็พอ ข้ากำชับพี่รองเขาไว้แล้วว่าให้เบา ๆ มือกับเจ้าหน่อย” หมิงเยี่ยนเอ่ยพลางจับไหล่ของจวินเย่าอย่างเบามือ แต่คำพูดนั้นกลับไม่ได้ทำให้จวินเย่ารู้สึกสบายใจขึ้นเลยแม้แต่น้อ...
(เรื่องสั้น) ข้าพเจ้าชื่อยอดเยี่ยม
ข้าพเจ้าใคร่ครวญอยู่นานว่าจะเล่าเรื่องนี้อย่างไรดี ด้วยข้อจำกัดอันมากมายที่เกิดแก่ตัวข้าพเจ้าจึงยากต่อการขยับปากพูด มือที่กำลังบันทึกอยู่ก็ใหญ่โตจนลายมือโย้เย้ คงดีทีเดียวหากผู้ผ่านมาพบเห็นจะพออ่าน...
Something Left Behind in Seoul
In 2022, my girlfriend went to Korea several times. back then it looked like she was falling in love with Korea. Everytime she comes back to Thailand, the country we were both born and raise, she a...
0 ความคิดเห็น
กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น